นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน



นิทานก้อม พ่อใหญ่ลืมคราว


นิทานก้อม พ่อใหญ่ลืมคราว นิทานก้อมเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราชอบที่สุดเลย โดยเฉพาะตอนที่ เด็กพูดว่า "อย่าขยับ ก้าวเข้ามาก้าวเดียว ยิงตับแตก"  และ "ให้ผมฆ่ามันสะปั๋ง" และตอนที่พ่อใหญ่ พูดว่า "โท่ กูว่าจะไม่หัวซาแล้วนะเนี่ย" บอกได้คำเดียวว่าโคตรฮา พล่ามมามากแล้ว ไปรับชมรับฟังกันเลย

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่ายิงผู้ใหญ่  ----- เย้ย ลืมไปไม่ใช่นิทานอีสปนี่หว่า
Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม เรื่องพ่อใหญ่ลืมคราวนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ตอน พ่อใหญ่กับหลาน


นิทานก้อม ตอน พ่อใหญ่กับหลาน ตอนนี้ก็ตลกดี มีหลานแบบนี้ก็ปลงๆหละมั้งนิ ชอบตอน " ดึ่งดื้ดๆ " ตลกดีครับ ไปชมกัน คลายเครียดได้ดี

Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม เรื่องพ่อใหญ่กับหลานพ่อใหญ่กับหลานนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ตอน เขยไทย


นิทานก้อม ตอน เขยไทย นิทานก้อมตอนนี้ นักแสดงนำเป็นคนที่คนอิสานรุ่นประมาณ 25 ปีขึ้นไปรู้จักดี " ใหญ่ หน้ายาน" ดูกันได้เลย

Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม ตอน เขยไทยเขยไทยนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ตอน สาวปื๋อ


นิทานก้อม ตอน สาวปื๋อ สาวปื๋อไปกรุงเทพมา ไม่พูดภาษาตัวเอง แล้วสุดท้ายสิเป็นจั่งได๋ กะไปเบิ่งเองเด้อ

Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม ตอน สาวปื๋อสาวปื๋อนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ตอน พ่อเฒ่าหายตัว


นิทานก้อ ตอน พ่อเฒ่าหายตัว พ่อเฒ่ากับลูกเขยมักเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน แต่คราวนี้ พ่อเฒ่าดูเหมือนจะเสียเปรียบลูกเขยไปหลายขุม

Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม ตอน พ่อเฒ่าหายตัวพ่อเฒ่าหายโตนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 1)


นิทานก้อม ตอน พี่เขยฝากเยี่ยว นิทานพื้นบ้าน ไทย-ลาว เป็นเรื่องเล่าๆต่อกันมา เพื่อความสนุกสนานบันเทิง 

Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม ตอน พี่เขยฝากเยี่ยวพี่เขยฝากเยี่ยวนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 2)


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 2) ตอนต่อจากพี่เขยฝากเยี่ยว ตอนพ่อตากับลูกเขย เราว่าหน้าตาลูกเขยเหมือนไผ่ พงศธรเลย พ่อตากับลูกเขยชิวใหวชิงพิบกันทุกๆเรื่อง แล้วตอนจบจะเป็นอย่างไร ไปดุกัน และ แถม ตอน เมียแหล่ เรื่องนี้ขำดี 555
Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม ตอน พ่อตากับลูกเขยพ่อตากับลูกเขยนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 3) หม่าข้าว


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 3) เรื่อง หม่าข้าว สิหม่ากันจั่งได๋ กะไปเบิ่งกันเด้อ

Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม ตอน หม่าข้าวหม่าข้าวนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 4) หมู่ทรยศ


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 4) หมู่ทรยศ ตอนนี้ เป็นการเอาคืนของทิดป่อง 
Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม ตอน พี่เขยทรยศหมู่ทรยศนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 5) หำบ่เจ็บ


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 5) หำบ่เจ็บ 

Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม ตอน หำบ่อเจ็บหำบ่เจ็บนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ตอน นกยาง


นิทานก้อม ตอน นกยาง ตาพาหลานไปยิงนกกะยาง ไปดูกันครับ

Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม เรื่องนกยางนกกะยางนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน กุดนางใย จังหวัดมหาสารคาม


กุดนางใย เมื่อครั้งโบราณกาล ที่บริเวณแหล่งน้ำนี้มีครอบครัวหนึ่งตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ด้วยกันสองคนแม่และลูกชาย ภายหลังได้ลูกสะใภ้มาอยู่ร่วมกัน มาวันหนึ่งลูกชายไปค้าขายทางไกล แม่และลูกสะใภ้อยู่บ้านเพียง ๒ คน คืนหนึ่งแม่ผัวสังเกตเห็นว่าที่ห้องนอนของ ลูกสะใภ้จุดตะเกียงตลอดคืน ซึ่งเป็นการผิดธรรมเนียมโบราณ กล่าวคือเมื่อเข้านอนต้อง ดับตะเกียง

แล้วคืนหนึ่งแม่ผัวสงสัย อดใจไว้ไม่ใหวจึงไปแอบดูว่าลูกสะใภ้ทำอะไรอยู่ในห้อง และเห็นว่า ลูกสะใภ้กำลังสาวใยไหม ออกจากปากตัวเองมาม้วนเข้าฝัก จึงเกิดความหวาดกลัวนึกว่า สะใภ้เป็นภูตผีปีศาจ จึงนำความไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง คืนต่อมาแม่ผัวและเพื่อนบ้านจึงมาแอบด ูเพื่อจับผิดลูกสะใภ้

ในที่สุดได้จู่โจมเข้าไปในห้องขณะที่ลูกสะใภ้กำลังสาวไหมออกจากปาก จึงซักถามว่าเป็นใครมา จากไหน เป็นภูติผีปีศาจหรือเปล่า ทำให้ลูกสะใภ้อับอาย จึงหนีออกจากบ้านและโดดลงในลำน้ำนั้นหายไป เมื่อลูกชายกลับมาและรู้ความจริงว่าภรรยาโดดน้ำตาย ณ ที่แห่งนั้นจึงได้แต่ เศร้าโศกเสียใจ เมื่อถึงคืน เดือนหงายจะไปนั่งริมลำน้ำแห่งนี้ และจ้องมองลงไปในสายน้ำ นาน ๆ เข้าก็มองเห็นภรรยาในสายน้ำนั้น และสาวใยไหมออกจากปาก ต่อมาที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่ากุดนางใย (ใยหมายถึงใยไหม)

คติ/แนวคิด
การจะลงโทษใครอย่าผลีผลาม ควรถามสาเหตุและเหตุผลข้อเท็จจริงก่อน


กุดนางใย เป็นชื่อแหล่งน้ำที่สำคัญของเมืองมหาสารคาม มาตั้งแต่สมัยพระเจริญราชเดช (กวด) เจ้าเมืององค์แรก ซึ่งมาตั้งเมืองเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๘ ใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคและบริโภคควบคู่กับแหล่งน้ำ ในหนองท่ม (กระทุ่ม) ที่เรียกว่ากุดเพราะเป็นที่สิ้นสุดของสายน้ำ (กุด แปลว่าด้วนหรือสิ้นสุด) หรือเรียกว่าแม่น้ำด้วน ปัจจุบัน ตื้นเขินมากคงเหลือเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ใกล้กับกุดนางใยเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยอาชีวศึกษา มหาสารคาม และริมกุดนางใย มีร่องรอยของวัตถุโบราณสันนิษฐานว่าพระเจริญราชเดชสร้างไว้เมื่อครั้งตั้งเมือง ได้แก่เสาหงส์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้พิทักษ์เมือง

ความสำคัญ ในช่วงราว พ.ศ. 2402 พระขัติยวงษา (จัน) เจ้าเมืองร้อยเอ็ดได้มอบหมายให้ท้าวมหาชัย (กวด) บุตรอุปฮาช (สิง) และท้าวบัวทอง บุตรอุปฮาช (ภู) พาผู้คนจากเมืองร้อยเอ็ด มาหาที่ตั้งเมืองใหม่ ท้าวบัวทองเห็นว่าบริเวณบ้านลาดริมฝั่งแม่น้ำชีน่าจะเป็นบริเวณที่เหมาะจะตั้งเมือง ส่วนท้าวมหาชัย (กวด) เห็นว่าบริเวณบ้านจาน ซึ่งอยู่ระหว่างหนองกระทุ่ม (บริเวณสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดมหาสารคาม) กับกุดยางใหญ่น่าจะเหมาะสม ดังในใบบอกของพระขัติยวงษา(จัน) ที่มีไปยังกรุงเทพ ขอตั้งบ้านลาดกุดยางใหญ่ เป็นเมือง ท้าวมหาชัย (กวด) ได้เป็นพระเจริญราชเดช เจ้าเมือง ท้าวบัวทองได้เป็นอรรคฮาช ท้าวไชยวงษา (ฮึง) เป็นอรรควงษ์

คำว่า กุดยางใหญ่ จึงน่าเป็นที่มาของชื่อเมือง กล่าวคือ ในสารตราเจ้าพระยาจักรีที่มีมาถึงพระขัติยวงษา เจ้าเมืองร้อยเอ็ด ลงวันอังคาร ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 ปีฉลู สัปตศก ซึ่งตรงกับวันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2408 เรื่องการขนานนามบ้านลาดกุดยางใหญ่ เป็นเมืองมหาสาลคามนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว แนวทางการตั้งชื่อเมืองก็มักจะหาเค้าเงื่อนจากชื่อเดิมบ้าง หรือสิ่งสำคัญของบริเวณนั้นบ้าง แล้วตั้งชื่อใหม่เป็นภาษาบาลีหรือสันสกฤต 2 - 3 ชื่อ แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ให้ทรงเลือกเพียง 1 ชื่อ แล้วพระราชทานไปยังหัวเมืองใหม่นั้น  
Tag : นิทานพื้นบ้านนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสานกุดนางใยเรื่องเล่า กุดนางใยกุดยางใหญ่พระขัติยวงษา


นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน ลูกเขยเจ้าเล่ห์


นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน ลูกเขยเจ้าเล่ห์  ณ.เมืองอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง มีเศรษฐีเฒ่าผู้หนึ่งชอบ ฟังนิทานเป็นชีวิตจิตใจ หายใจเข้าก็ "เฮ้อ..นิทาน" หายใจออกก็ "เฮ้อ..นิทาน" แกมีลูกสาวอยู่หนึ่งคน วัยสาว 18 -19 ชื่อ บัวเรียน สวยมาก เป็นที่ร่ำลือ ในเมืองนั้น จึงมีชายมากมายหลายหน้ามาแวะมาเวียนหาอยู่เป็นประจำ

แต่ก็ถูกท่านเศรษฐีคะยั้นคะยอขอให้เล่านิทานให้ฟังเป็นการขัดจังหวะ บรรดาชายหนุ่มทั้งหลายหวังที่จะเอาชนะว่าที่พ่อตา ก็เล่านิทานออกมาหลายเรื่องจนหมดไส้หมดพุงเพื่อหวังจะได้เป็นลูกเขย แต่พอฟังจบก็ไม่มีเรื่องเล่าแล้วท่านเศรษฐีก็อยากฟังนิทานจากชายอื่นต่อไป จึงยังมิได้ยกลูกสาวให้ใคร

เป็นที่ปวดหัวสำหรับชายหนุ่มทั้งหลาย  ต่างก็ขยาดไปตามๆกัน ไม่รู้จะสรรหาวิธีใด ครั้นหลายวันมานี่ไม่มีชายใดมาเล่านิทานให้ฟัง แกก็หงุดหงิดไม่สบอารมณ์ตามประสาวัยทอง แกจึงคิดอุบายขึ้นมาว่า ใครสามารถเล่า นิทานไม่รู้จบ จะยกลูกสาวให้ ชายหนุ่มทั้งหลายต่างก็มีหวังกันอีกครั้ง โดยไปสืบเสาะหานิทานจากต่างแดนไกลหลายๆเรื่องมาเล่าให้ฟัง แต่ว่าถึงจะเล่าหลายเรื่องและยาวอย่างไร ก็ต้องจบลงภายในวันเดียวไม่วันใดก็วันหนึ่ง จึงไม่มีใครได้แต่งงานกับลูกสาวสักที เศรษฐีเมื่อได้ฟังนิทานหลายเรื่อง ก็มีจิตใจแบ่งบานยิ้มแย้มแจ่มใสดังเดิม

และแล้วบุพเพสันนิวาส แห่งหนหลังก็ดลให้คู่รักมาพบกัน อยู่มาวันหนึ่ง มีหนุ่มพเนจรจากแดนไกล ชื่อ ทับ ผ่านมาได้ยินเรื่องราว เกี่ยวกับนิทานไม่รู้จบ จึงอาสาจะลองดีกับท่านเศรษฐี จึงเล่า นิทานไม่รู้จบ ให้ท่านเศรษฐีฟัง

เนื้อความของนิทานดังนี้
 "ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีตากับยายสองคนมีอาชีพทำนาปลูกข้าวไว้หลายสิบไร่ ครั้งถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็นำข้าวเปลือกใส่ไว้ในยุ้งฉาง แต่บังเอิ๊ญ บังเอิญ แถวนั้นมีนกสองผัวเมียอาศัยอยู่ เห้นยุ้งฉางมีรอยโหว่จึงบินไปขโมยข้าวเปลือกของตากับยายกินทุกวัน โดยตัวหนึ่งจะเป็นยามอยู่คอยอยู่ข้างนอกรอ ผลัดกับตัวที่บินไปคาบข้าวเปลือก เป็นอยู่เช่นนี้หลายวัน จากวันเป็นเดือน อันว่าข้าวเปลือกนั้นไซร้ ก็หาหมดไม่ ดังนั้น เมื่อตัวผู้คาบข้าวบินออก ตัวเมียก็บินเข้า พอตัวผู้บินเข้า ตัวเมียก็บินออก เมื่อตัวผู้บินออก ตัวเมียก็บินเข้า ครั้นพอตัวผู้บินเข้า ตัวเมียก็บินออก เมื่อตัวผู้บินออก 

ชายหนุ่มเล่าอย่างนี้วนไปวนมาใช้เวลาไป 1 วันเต็มๆ เศรษฐีเริ่มหงุดหงิด จึงเอ่ยปากถามว่า มันเข้าบินออกอย่างนี้นิทานมันจะเดินหน้ายังไงว่ะ เจ้าทับตอบว่า แหม ก็ใจเย็นๆซีครับ….ก็มีข้าวเต็มยุ้งกว่ามันจะคาบไปหมด มันก็บินจนนับครั้งไม่ถ้วนนู่นแหละจ้ะ

ท่านเศรษฐีจึงรู้ว่ามันเป็นเล่ห์ลูกเล่นของเขาที่ทำให้ตนไม่สามารถทนฟังได้ จึงแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เมื่อเอ็งเล่าได้ ข้าก็ฟังได้ เอ็งมีปัญญาเล่าก็เล่าไป ฝ่ายนางบัวเรียน เมื่อเห็นชายหนุ่มมีความพยามและเห็นในความเฉลียวฉลาดจึง ตักน้ำเย็นใส่ขันมาให้ดื่มแก้คอแห้ง เจ้าทับจึงเล่าต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

" เมื่อตัวผู้คาบข้าวบินออก ตัวเมียก็บินเข้า พอตัวผู้บินเข้า ตัวเมียก็บินออก เมื่อตัวผู้บินออก ตัวเมียก็บินเข้า เมื่อตัวผู้บินเข้า ตัวเมียก็บินออก เมื่อตัวผู้ก็บินออก ตัวเมียก็บินเข้า เมื่อตัวผู้บินเข้า ตัวเมียก็บินออก "

ชายหนุ่มเล่าอย่างนี้จนเวลาล่วงเข้าสู่วันที่ 3 ท่านเศรษฐีไม่อยากจะฟังแล้ว แต่ก็ไม่กล้ายอมแพ้ จนเวลาผ่านไป 7 วัน 7 คืนจนเศรษฐีแทบจะบ้าเป็นประสาทตาย เจ้าทับก็เล่าไปจนคอแหบคอแห้ง จนครบ 15 วัน เจ้าทับหมดเสียงที่จะเล่าจึงได้

คลานไปกระซิบข้างหูของเศรษฐี เมื่อตัวผู้คาบข้าวบินออก ตัวเมียก็บินเข้า พอตัวผู้บินเข้า ตัวเมียก็บินออก เมื่อตัวผู้บินออก ตัวเมียก็บินเข้า เมื่อตัวผู้บินเข้า ตัวเมียก็บินออก เมื่อตัวผู้ก็บินออก ตัวเมียก็บินเข้า 

เศรษฐีสุดจะทน พอแล้ว พอแล้วโว้ย ตูจะบ้าตายอยู่แล้ว
แต่นิทานยังไม่จบนะครับ มาๆๆผมจะเล่าต่อ พอตัวผู้………. เจ้าทับพูด
กูบออกว่าไม่ต้อง เรื่องนี้ก็ไม่อยากฟังแล้ว เศรษฐีตะโกน

อย่างนั้นผมก็ชนะน่ะสิ ผมยังเล่าไม่ถึงครึ่งท่านก็เบื่อซะก่อน…เอ่อ อันที่จริงผมยังมีนิทานขนาดพอดีๆที่สนุกอีกนับไม่ถ้วน ไว้แต่งงานเสร็จแล้ว ผมจะเล่าให้ท่านฟังทุกวัน รับรองไม่ซ้ำแม้แต่เรื่องเดียว

เออ แล้วเอ็งก็ไม่บอกตั้งแต่แรก ท่านเศรษฐีได้ฟังดังนั้นค่อยหายโกรธ และพอใจที่ได้เขยดีๆแบบนี้ แสดงว่าเขารักลูกสาวเราจริง……..

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความพยามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่นั้น

Tag : นิทานพื้นบ้านนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสานเขยเจ้าเล่ห์เล่ห์ลูกเขย


ขี้เหล้าเล่นหม้อ


นิทานพื้นบ้าน ของบ้านหนองฮังกา ซึ่งในปัจจุบันขึ้นกับบ้านแสงอินทร์ ตำบลกระเบื้อง อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ เรื่องมีอยู่ว่านานมาแล้วมีเศรษฐีผู้ใจบุญท่านหนึ่งแก่ชอบทำบุญเป็นชีวิตจิตใจขอให้ได้ทำบุญแก่จะทำทุกอย่างคนอีสานเว้าไว้ว่า

"แฮงให้ แฮงรวย แฮงให้ แฮงได้หลาย"

         แฮงให้แฮงรวยแฮงให้แฮงใดหลาย คือ ได้หลายเพราะคนตอบแทนกับการให้ของเรา รวมคือรวยน้ำใจไปไหนคนรักคนอารีย์กับไมยตรีจิตของเราสรรพสิ่งทั้งหลายธรรมชาติให้มาย่อมขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยทั้งหลาย

         เศรษฐีผู้ใจบุญมีลูกชายคนเดียวไม่เอาถ่านไม่เอาแก๊ชไม่เอาอะไรทั้งนั้นลูกเมียก็ไม่มีลูกชายเศรษฐีเอาอย่างเดียวคือ กินเหล้ากินแล้วก็กินกินจนติดเพื่อนฝูงก็มาก เพราะรวยมีเงินเลี้ยงคนอื่นเพื่อต้องการความเป็นเพื่อนแค่นั้นเอง เพื่อนทั้งหลายก็หลอกกินฟรีไปวันๆ
   
        หลายปีต่อมาเศรษฐีใจบุญตายลงลูกชายเศรษฐีเป็นผู้รับมรดกแต่เพียงผู้เดียวเขาไม่สนใจการบริหารไม่รู้จักรักษาทรัพย์ที่พ่อแม่ให้ไว้ดื่มกินจนเมามายไม่นานฐานะความเป็นอยู่ของเขาก็จนลงไม่มีที่อยู่อาศัยขอทานเขากินไปวันๆความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสเริ่มเข้ามาแทนที่เขาไปหาเพื่อนที่ไหนก็ไม่มีใครให้กิน ความทุกขเวทนามีมากยิ่งขึ้น

        ด้วยเดชะบุญกุศลของเศรษฐีผู้ใจบุญที่ตายไปแล้วจึงได้ไปเกิดเป็นเทวดาผู้ใหญ่ในสวรรค์ด้วยความเป็นห่วงลูกจึงใช้ตาทิพย์มองมายังพื้นโลกเห็นลูกชายของตนได้รับทุกขเวทนายิ่งนักหัวอกผู้เป็นพ่อให้สลดหดหู่ยิ่งด้วยความเป็นห่วงลูกเทวดาผู้เป็นใหญ่นั้นจึงได้ลงมาหาลูกตนสอนให้ลูกรู้จักทำมาหากินให้รู้จักประหยัดเมื่อมีเงิน

       ลูกชายเมื่อฟังแล้วก็รับปากว่าจะกลับตัวเป็นคนดีจะเลิกเหล้าเด็ดขาดเขาบอกกับเทวดาผู้เป็นใหญ่ซึ่งเป็นพ่อของเขาว่าเขาจะเริ่มต้นอย่างไรเขาไม่มีทุนรอนอะไรเทวดาผู้เป็นพ่อจึงส่งหม้อดินให้เขาใบหนึ่ง แล้วบอกว่าเจ้าจงรักษาหม้อดินนี้ให้ดีหากเจ้าต้องการเงินทองเจ้าก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบมาใช้ได้ดั่งใจคิด แต่มีข้อแม้ว่าอย่าทำแตกลูกชายเศรษฐีก็รับคำพ่อ

       เช้าของวันรุ่งขึ้นลูกชายเศรษฐีขี้เหล้าก็เอามือล้วงดูว่าที่พ่อบอกนั้นจะจริงหรือเปล่าเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนักมีน่าเชื่อมือเขาสัมผัสกับเงินทองมากมายเขาอดเหล้าได้เพียงครึงวันเท่านั้นก็ลืมคำพ่อที่สั่งสอนเสียสิ้นเขากลับมาดื่มกินอย่างหนัก

      วันหนึ่งเขากินเหล้าแล้วก็เดินทางไปหาเพื่อนระหว่างทางเขานึกสนุกขึ้นมาจึงได้โยนหม้อขึ้นสูงๆแล้วก็วิ่งไปรับปากก็พูดว่า "โอะๆโอะโอะล่วง"พอรับหม้อได้เขาก็โยนใหม่แล้วก็วิ่งไปรับปากก็พูดว่า "โอะๆโอะโอะล่วง"เขาทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆในระหว่างเดินทางแล้วก็วิ่งไปรับปากก็พูดว่า "โอะๆโอะโอะล่วง"  คราวนี้หม้อในมือเขาเกิดล่วงจริงๆหม้อใบนั้นจึงแตกขี้เหล้าตกใจมากเขาคิดถึงคำพ่อที่บอกไว้เขารู้สึกเสียใจในการกระทำของตัวเองมากเขาไม่มีโอกาสอีกแล้วในชีวิตนี้

     เขาไม่ได้ล้วงเงินทองในหม้อเก็บไว้เพื่อไว้ใช้จ่ายในวันข้างหน้าเลยเขาไม่ได้เก็บเงินไว้เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบานตนเองเลยเขาไม่มีเงินสำรองอะไรทั้งสิ้นหมดแล้วทุกอย่าง

     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมื่อมีชีวิตได้เกิดมาเป็นคนแล้วถือว่าเราชนะแล้วคนเป็นกอบความดีด้วยใจผลจะเกิดสุขอย่างน้อยๆเราก็อยู่นอกคุกแหละเพราะคนติดคุกถือว่าตกนรกทั้งเป็นขี้เหล้าที่เมามายย่อมไม่มีปัญญารักษาทรัพย์ของตนเองดื่มกินแต่พอควรไม่ถึงกับงมงายเล่นอะไรก็แต่พอควรอย่าเล่นจนของเสียสุดท้ายเกิดเป็นลูกไม่ควรทำให้พ่อแม่เสียใจอย่างเด็ดขาดอศุกลกรรมที่ทำกับพ่อแม่ไม่มีสิ่งที่จะมาลบล้างได้อย่าทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจคำขอโทษคำขอบคุณที่กล่าวกับพ่อกับแม่ดียิ่งกว่าเงินทองที่ให้หากมีทั้งสองอย่างจะเป็นสิ่งวิเศษสุดท่านอยากดื่มกินอะไรหาให้ไม่ใช่ท่านตายแล้วจะไปเคาะโลงศพหาข้าวให้กินถึงตอนนั้นจะมีประโยชน์อะไร


Tag : นิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสานนิทานพื้นบ้านนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง ขี้เหล้าเล่นหม้อ


นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน ผาแดงนางไอ่


     นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน ผาแดงนางไอ่ อดีตกาลผ่านมาใกลโพ้น ยังมีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อ "นครเอกชะทีตา" มีพระยาขอม
เป็นกษัตริย์ปกครองเมืองด้วยความร่มเย็น พระยาขอมมีพระธิดา ซึ่งมีพระศิริโฉมงดงาม
พนะนามว่า "นางไอ่คำ" ซึ่งเป็นที่รักและ หวงแหนมาก จึงสร้างปราสาท 7 ชั้น
ให้ อยู่พร้อมเหล่าสนม กำนัล คอยดูแลอย่างดี 

    ขณะเดียวกันยังมีเมืองอีกเมืองหนึ่งชื่อ "เมืองผาโพง" มีเจ้าชายนามว่า "ท้าวผาแดง" เป็นกษัตริย์ปกครองอยู่ ท้าวผาแดง
แห่งเมืองผาโพง ได้ยินกิตติศัพท์ความงามของธิดาไอ่คำมาก่อนแล้ว ใคร่อยากจะเห็นหน้า จึงปลอมตัวเป็นพ่อค้าพเนจร ถึง นครเอกชะทีตา และติดสินบนนางสนมกำนัล ให้นำของขวัญลอบเข้าไปให้นางไอ่คำ ด้วยผลกรรมที่ผูกพันกันมาแต่ชาติปางก่อ  นนางไอ่คำกับท้าวผาแดง จึงได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อกัน จนในที่สุดทั้ง 2 ก็ได้อภิรมย์สมรักกัน




         ซึ่งก่อนท้าวผาแดงจะจากไป เพื่อจัดขบวนขันหมากมาสู่ขอ ทั้ง 2 ได้คร่ำครวญต่อกันด้วยความอาลัยยิ่ง วันเวลาผ่านไปถึง
เดือน 6 เป็นประเพณีแต่โบราณของเมืองเอกชะทีตา จะต้องมีการทำบุญบั้งไฟบูชาพญาแถนระยาขอม จึงได้ประกาศบอก 
ไปตามหัวเมืองต่างๆ ว่า



    "บุญบั้งไฟปีนี้จะเป็นการหาผู้ที่จะมาเป็นลูกเขยอีกด้วย ขอให้เจ้าชายหัวเมืองต่างๆ จัดทำบั้งไฟมา

จุดแข่งขันกัน ผู้ใดชนะก็จะได้อภิเษกกับพระธิดาไอ่คำด้วย" ข่าวนี้ได้ร่ำลือไปทั่วสารทิศ ทุกเมืองในขอบเขตแว่นแคว้นต่างก็ส่งบั้งไฟเข้ามาแข่งขัน เช่น เมืองฟ้าแดดสูงยาง เมืองเชียงเหียน เชียงทอง แม้กระทั่งพญานาคใต้เมืองบาดาลก็อดใจไม่ไหว ปลอมตัวเป็นกระรอกเผือกมาดูโฉมงาม นางไอ่คำด้วยในวันงานบุญบั้งไฟ



       เมื่อถึงวันแข่งขันจุดบั้งไฟ ปรากฏว่า บั้งไฟท้าวผาแดงจุดไม่ขึ้นพ่นควันดำอยู่ถึง 3 วัน 3 คืน จึงระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ทำให้ความหวังท้าวผาแดงหมดสิ้นลง ขณะเดียวกัน ท้าวพังคีพญานาค ที่ปลอมเป็นกระรอกเผือก มีกระดิ่งผูกคอน่ารัก มาไต่เต้นไปมาอยู่บนยอดไม้ ข้างปราสาทนางไอ่คำ ก็ปรากฏร่างให้นางไอ่คำเห็น นางจึงคิดอยากได้มาเลี้ยง แต่แล้วก็จับไม่ได้ จึงบอกให้นายพราน ยิงเอาตัวตายมา ในที่สุดกระรอกเผือกพังคีก็ถูกยิงด้วยลูกดอกจนตาย ก่อนตายท้าวพังคีได้อธิษฐานไว้ว่า "ขอให้เนื้อของข้าได้แปดพันเกวียน คนทั้งเมืองอย่าได้กินหมดเกลี้ยง" จากนั้นร่างของกระรอกเผือกก็ใหญ่ขึ้น จนผู้คนแตกตื่นมาดูกัน และจัดการแล่เนื้อแบ่งกันไปกินทั่วเมืองด้วยว่าเป็นอาหาร ทิพย์ ยกเว้นแต่พวกแม่ม่ายที่ชาวเมืองรังเกียจ ไม่แบ่งเนื้อกระรอกให้ 



       พญานาคแห่งเมืองบาดาลทราบข่าวท้าวพังคีถูกมนุษย์ฆ่าตาย แล่เนื้อไปกินกันทั้งเมือง จึงโกธรแค้นยิ่งนัก ดึกสงัดของคืนนั้นขณะที่ชาวเมืองชะทีตากำลังหลับไหล เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ท้องฟ้าอื้ออึงไปด้วยพายุฝนฟ้า กระหน่ำลงมาอย่างหนัก ฟ้าแลบอยู่มิได้ขาด แผ่นดินเริ่มถล่มยุบตัวลงไปทีละน้อย ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของผู้คนที่วิ่งหนี ตาย เหล่าพญานาคผุดขึ้นมานับหมื่น นับแสนตัว ถล่มเมืองชะทีตาจมลงใต้บาดาลทันที คงเหลือไว้เป็นดอน 3 - 4 แห่ง ซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกแม่ม่ายไม่ได้กินเนื้อกระรอกเผือกจึงรอดตาย

ฝ่ายท้าวผาแดงได้โอกาสรีบควบม้าหนีออกจากเมือง โดยไม่ลืมแวะรับพระธิดาไอ่คำไปด้วย แต่แม้จะเร่งฝีเท้า ม้าเท่าใด ก็หนีไม่พ้นทัพพญานาคที่ทำให้แผ่นดินถล่มตามมาติดๆ ในที่สุดก็กลืนท้าวผาแดงและพระธิดาไอ่คำพร้อมม้าแสน
รู้ชื่อ "บักสาม" จมหายไปใต้พื้นดิน



รุ่งเช้าภาพของเมืองเอกชะทีตาที่เคยรุ่งเรืองโอฬาร ก็อันตธานหายไปสิ้น คงเห็นพื้นน้ำกว้างยาวสุดตา ทุกชีวิตในเมือง
เอกชะทีตาจมสู่ใต้บาดาลจนหมดสิ้น เหลือไว้แต่แม่ม่ายบนเกาะร้าง 3 - 4 แห่ง ในผืนน้ำอันกว้างนี้ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น
หนองหานหลวง ดังปรากฏในปัจจุบัน.

 
Tag : นิทานพื้นบ้านภาคอีสานนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง ผาแดงนางไอ่นครเอกชะทีตาเมืองผาโพงท้าวผาแดงนางไอ่คำท้าวพังคี


นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เมืองลับแล


ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งเข้าไปหาของป่าและล่าสัตว์ ในป่า ได้เห็นหญิงสาวสวยหลายคนเดินออกมาจากกลางป่า ครั้นมาถึงชายป่า นางเหล่านั้นก็เอาใบไม้ที่ถือมาไปซ่อนไว้ในที่ต่าง ๆ แล้วก็เข้าไปในเมือง ด้วยความสงสัยชายหนุ่มจึงแอบหยิบใบไม้มาเก็บไว้ใบหนึ่ง

       ตกบ่ายหญิงสาวเหล่านั้นกลับมา ต่างก็หาใบไม้ที่ตนซ่อนไว้ ครั้นได้แล้วก็ถือใบไม้นั้นเดินหายลับไป มีหญิงสาวคนหนึ่งหาใบไม้ไม่พบเพราะชายหนุ่ม แอบหยิบมา นางวิตกเดือดร้อนมาก ชายหนุ่มจึงปรากฏตัวให้เห็นและคืนใบไม้ให้      โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือขอติดตามนางไปด้วยเพราะปรารถนาจะได้เห็นเมืองลับแล หญิงสาวก็ยินยอม   

       นางจึงพาชายหนุ่มเข้าไปยังเมือง  ซึ่งชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าทั้งเมืองมีแต่ผู้หญิง นางอธิบายว่า คนในหมู่บ้านนี้ ล้วนมีศีลธรรม ถือวาจาสัตย์ ใครประพฤติผิดก็ต้องออกจากหมู่บ้านไป ผู้ชาย ส่วนมากมักไม่รักษาวาจาสัตย์ จึงต้องออกจากหมู่บ้านกันไปหมด แล้วนางก็พาชายหนุ่มไปพบมารดาของนาง ชายหนุ่ม เกิดความรักใคร่ในตัวนางจึงขออาศัยอยู่ด้วย มารดาของหญิงสาวก็ยินยอมแต่ให้ชายหนุ่มสัญญา  ว่าจะต้องอยู่ในศีลธรรม ไม่พูดเท็จ

      ชายหนุ่มได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวลับแลจนมีบุตรชายด้วยกัน 1 คน วันหนึ่งขณะที่ภรรยาไม่อยู่บ้าน ชายหนุ่มผู้พ่อเลี้ยงบุตรอยู่ บุตรน้อยเกิดร้องไห้หาแม่ไม่ยอมหยุด ผู้เป็นพ่อจึงปลอบว่า “แม่มาแล้ว ๆ” มารดาของภรรยาได้ยินเข้าก็โกรธมากที่บุตรเขยพูดเท็จ   เมื่อบุตรสาวกลับมาก็บอกให้รู้เรื่อง

     ฝ่ายภรรยาของชายหนุ่มเสียใจมากที่สามีไม่รักษาวาจาสัตย์   นางบอกให้เขาออกจากหมู่บ้านไปเสีย แล้วนางก็จัดหาย่ามใส่เสบียงอาหารและของใช้ที่จำเป็นให้ สามี พร้อมทั้งขุดหัวขมิ้นใส่ลงไปด้วยเป็นจำนวนมาก จากนั้นก็พา สามีไปยังชายป่า ชี้ทางให้ แล้ว  นางก็กลับไปเมืองลับแล
 
    ชายหนุ่มไม่รู้จะทำอย่างไรก็จำต้องเดินทางกลับบ้านตามที่ภรรยาชี้ทางให้ ระหว่างทางที่เดินไปนั้น เขารู้สึกว่าถุงย่ามที่ถือมาหนักขึ้น     เรื่อย ๆ และหนทางก็ไกลมาก จึงหยิบเอาขมิ้นที่ภรรยาใส่มาให้ทิ้งเสียจนเกือบหมด ครั้นเดิน  ทางกลับไปถึงหมู่บ้านเดิมบรรดาญาติมิตรต่างก็ ซักถามว่าหายไปอยู่ที่ไหนมาเป็นเวลานานชายหนุ่มจึงเล่าให้ฟังโดยละเอียดรวม ทั้งเรื่องขมิ้นที่ภรรยาใส่ย่ามมาให้แต่เขาทิ้งไปเกือบหมด เหลืออยู่เพียงแง่งเดียว พร้อมทั้งหยิบขมิ้นที่เหลืออยู่ออกมา ปรากฏว่าขมิ้นนั้นกลับกลายเป็นทองคำทั้งแท่ง ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจและเสียดาย จึงพยายามย้อนไปเพื่อหาขมิ้นที่ทิ้งไว้ ปรากฏว่าขมิ้นเหล่านั้นได้งอกเป็นต้นไปหมดแล้ว และเมื่อขุดดูก็พบแต่แง่งขมิ้นธรรมดาที่มีสีเหลืองทองแต่ไม่ใช่ทองเหมือนแง่งที่เขาได้ไป เขาพยายามหาทางกลับไปเมืองลับแล แต่ก็หลงทางวกวนไปไม่ถูก จนในที่สุดก็ต้องละความพยายามกลับไปอยู่หมู่บ้านของตนตามเดิม

    ปัจจุบันเมืองลับแลเป็นอำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งแต่เดิมคงเป็นเมืองที่การเดินทางไปมาไม่สะดวก เส้นทางคดเคี้ยว ทำให้คนที่ไม่ชำนาญทางพลัดหลงได้ง่าย จนได้ชื่อว่าเมืองลับ แล ซึ่งแปลว่า มองไม่เห็น มีเรื่องเล่ากันว่าคนมีบุญเท่านั้นจึงจะได้เข้าไปถึงเมืองลับแล


Tag : นิทานพื้นบ้านนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสานเมืองลับแลนิทานพื้นบ้าน เรื่องเมืองลับแลนิทานพื้นบ้านภาคเหนือขมิ้นกลายเป็นทอง


นิทานพื้นบ้านภาคใต้ แก่นข้าว


แก่นข้าว นิทานพื้นบ้านที่เล่ากันในจังหวัดสงขลา เล่ากันว่า สมัยก่อนมนุษย์เราไม่รู้จักกินข้าว คงกินแต่รำข้าว เมื่อทำนาได้ข้าวก็จะฝัดเอาแต่รำมากินส่วนเมล็ดข้าวซึ่งเรียกว่า”แก่นข้าว”จะทิ้งเป็นกองๆอยู่ทั่วไป

     ต่อมามีครอบครัวหนึ่งลูกเล็กคนหนึ่งไม่ยอมกินรำข้าว เมื่อพ่อแม่จะต้มรำข้าวให้กินเหมือนลูกคนอื่นทั่วไปเด็กคนนั้นจะไม่ยอมกินและร้องขึ้นทุกครั้งจนพ่อแม่รู้สึกรำคาญจึงพูดประชดว่า

    “หมึงอีกินอ้ายไหรหา ร้องๆเดี๋ยวกูต้มแก่นข้าวให้กินให้ตาย ๆ ไปเสียแหละ”

     พอพ่อแม่พูดเช่นนั้น ลูกคนนั้นก็หยุดร้อง แต่อยู่สักครู่ก็ร้องอีก พ่อแม่จึงพูดด้วยอารมณ์เสียอีกว่า “ทีนี้กูเอาแก่นข้าวมาต้มให้กินจริง ๆ แหละ ร้องไปต้า” ลูกคนนั้นก็หยุดร้องอีก พ่อแม่จึงไปเอาแก่นข้าวต้มให้กินจริงปรากฏว่าลูกคนนั้นดีอกดีใจ กินข้าวได้มาก และเมื่ออิ่มก็นอนหลับ

     ฝ่ายพ่อแม่ตกใจมากนึกว่าลูกตายแล้ว เพราะกินแก่นข้าวซึ่งคนเขาไม่กินกันเข้าไปมาก
 ก็ได้แต่ร้องห่มร้องไห้ ฝ่ายลูกนอนหลับสักครู่ก็ตื่นขึ้นมายิ้มแล้วหัวเราะอย่างสุขใจ พ่อแม่เห็นเช่นนั้นก็ดีใจจึงต้มแก่นข้าวให้ลูกกินเรื่อยมา จนข่าวนี้ลือไปทั่ว คนจึงได้หันมากินแก่นข้าวแทนรำข้าวกันตั้งแต่มาจนทุกวันนี้

  

Tag : นิทานพื้นบ้านนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสานเขยเจ้าเล่ห์เล่ห์ลูกเขย




นิทานอีสป เรื่องอื่นๆ
อีสป นิทานเรื่องลูกหมูสามตัว

อีสป นิทานอีสป เรื่อง กำเนิดต้นข้าว

อีสป นิทานอีสป เรื่อง ตรอกจั่น

อีสป นิทานอีสป เรื่อง กาฬเกษ กับ ท้าวสุริวงษ์

อีสป นิทานอีสป เรื่อง กำพร้าผีน้อย

อีสป นิทานอีสป เรื่อง ปู่โกหกหลาน

อีสป นิทานอีสป เรื่อง ดาวไก่น้อย

อีสป นิทานอีสป เรื่อง เที่ยงยังไม่บ่อย

อ่านนิทานอีสปทั้งหมดคลิ๊ก

คลิปนิทานอีสป
อีสป คลิปนิทานอีสป กระต่ายกับเต่า

อีสป คลิปนิทานอีสป เรื่องหมากับเงา

อีสป คลิปนิทานอีสป มดกับนกพิราบ

อีสป คลิปนิทานอีสป เด็กเลี้ยงแกะ

อีสป คลิปนิทานอีสป ลูกแกะหลงฝูงกับหมาป่า

อีสป คลิปนิทานอีสป ราชสีห์กับหนู

อีสป คลิปนิทานอีสป แพะกับคนเลี้ยงแพะ

อีสป คลิปนิทานอีสป เรื่องกบเลือกนาย

ดูคลิปทั้งหมดคลิ๊ก


นิทานอีสป


w3c  © Copyright 2010 rakjung.com All Right Reserved. Contact >> rakjung.com@hotmail.com